วันจันทร์ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2559

สรุปบทที่ 5

สรุปบทที่ 5 ฟังก์ชันการรับและแสดงผลและฟังก์ชันทางคณิตศาสตร์


การรับและแสดงผลข้อมูล (เฮดเดอร์ไฟล์ stdio.h)
    ฟังก์ชันที่ใช้รับและแสดงผลข้อมูลที่ประกาศไว้ในเฮดเดอร์ไฟล์ stdio.h ประกอบด้วย ฟังก์ชันด้วยกันคือ getchar( ), putchar( ), scanf( ), printf( ), gets( ) และ puts( )


 ฟังก์ชัน getchar( )
    ฟังก์ชัน getchar( ) เป็นหนึ่งในฟังชันที่บรรจุอยู่ในไลบรารีมาตรฐาน I/O โดย จะรีเทิร์นค่าอักขระหนึ่งตัวที่ถูกอินพุตเข้ามา ทั้งนี้ตัวอักขระที่ป้อนเข้ามาจะแสดงบนจอภาพและจะต้องยืนยันการป้อนข้อมูล ด้วยการเคาะแป้น Enterหนึ่งครั้ง กรณีป้อนตัวอักขระหลายๆตัว จะมีเพียวตัวแรกเท่านั้นที่ถูกนำไปใช้งาน หรือจัดเก็บไว้ในตัวแปร และเนื่องจากฟังก์ชัน getchar( ) ไม่ต้องการค่าอาร์กิวเมนต์ใดๆ  ดังนั้นจึงสามารถใส่วงเล็บว่างเปล่าได้

รูปแบบ : character_variable = getchar ( ) ;   
ตัวอย่างเช่น : getchar ( ) ;
*ในกรณีที่ต้องการนำค่าที่ป้อน จัดเก็บไว้ในค่าตัวแปร ก็จะเขียนในรูปแบบดังนี้ คือ
char  ch1 ;
ch1 = getchar ( ) ;




ฟังก์ชัน putchar( )
    ฟังก์ชั่น putchar( ) เป็นฟังก์ชันที่ใช้แสดงอักขระหนึ่งตัวทางจอภาพ ซึ่งอาจนำมาแสดงค่าที่ป้อนมาจากฟังก์ชัน getchar( ) หรืออาจกำหนดให้แสดงค่าอักขระโดยตรง

รูปแบบ : putchar(character_variable) ;
ตัวอย่าง : char ch1 = 'A' ;
putchar (ch1) ;
putchar ('B');
putchar (66) ;



 ฟังก์ชั่น scanf( )
   ฟังก์ชั่น scanf ( ) เป็นฟังก์ชันที่ใช้สำหรับข้อมูลทางจอภาพ โดยข้อมูลที่รับเข้ามา สามารถเป็นตัวแปรชนิดตัวเลข ตัวอักขระหนึ่งตัว หรือข้อความสตริงได้

รูปแบบ :  scanf("format control string",arg1, arg, ........,argn)
โดยที่ : format control string หมายถึง รหัสรูปแบบข้อมูล arg1,arg2,......,argn 
หมายถึง อาร์กิตเมนต์ที่เป็นตัวแปรเก็บข้อมูล





  รหัสรูปแบบข้อมูล ในที่นี้ก็คือตัวกำหนดชนิดข้อมูล ซึ่งจะต้องสัมพันธ์กับชนิดข้อมูลของตัวแปรที่

อินพุตเข้ามา ส่วนกรณีที่มีอาร์กิตหรือตัวแปรที่อินพุตต่อกันมากกว่า ตัวแปร ฟังก์ชัน scanf( )จะใช้ช่องว่าง(blank)เป็นตัวแยกข้อมูลที่ป้อน และจะป้อนเคาะปุ่ม Enter เพื่อยืนยันการป้อนข้อมูล



  ที่หน้าตัวแปรทุกตัวที่ใช้เก็บข้อมูลในฟังก์ชัน scanf( ) จะต้องผนวกเครื่องหมาย & (ampersand)เข้า ไปด้วย(ยกเว้นตัวแปรชนิดข้อความสตริง)ซึ่งเครื่องหมายดังกล่าวหมายถึง การชี้ไปยังแอดเดรสหน่วยความจำของตัวแปรที่ใช้จัดเก็บข้อมูลนั่นเอง สำหรับรหัสรูปแบบข้อมูล ที่นำมาใช้กำหนดชนิดข้อมูลที่อินพุตเข้ามาโดยผู้ใช้นั้น จะมีอยู่หลายชนิดด้วยกัน 

ฟังก์ชัน printf( )
  ฟังก์ชัน printf( ) เป็นฟังก์ชันที่นำมาใช้สำหรับพิมพ์ข้อมูลออกทางจอภาพ ซึ่งข้อมูลดังกล่าวอาจเป็นทั้งข้อความ ค่าคงที่ และตัวแปร

รูปแบบ : printf ("format control string", arg1, arg2, ......, argn);
โดยที่ : format control string หมายถึง ข้อความ รหัสรูปแบบข้อมูล และรหัสควบคุม arg1, arg2,....., argn หมายถึง อาร์กิตเมนต์ที่เป็นตัวแปรเก็บตัวแปรข้อมูล นิพจน์ รวมถึงค่าคงที่่จะพบว่า ฟังก์ชัน printf( ) จะมีรูปแบบการใช้งานทำนองเดียวกับฟังก์ชัน scanf ( )เพียงแต่ต่างกันตรงที่ใช้สำหรับแสดงผลเท่านั้นอย่างไรก็ตาม ฟังก์ชัน printf( ) ก็ยังสามารถประยุกต์ใช้งานได้หลายรูปแบบด้วยกัน


                    printf("Do more [y/n]\n");
            printf("%s","Hello....c");

            printf("%s",TEXT);

            printf("net=%5.2f",mnet);
            printf("\n\n\007");




  ส่วนรูปแบบข้อมูลที่นำมาใช้กำหนดชนิดข้อมูลจะมีอยู่หลายชนิดด้วยกัน ซึ่งมีรูปแบบเช่นเดียวกับฟังก์ชันscanf( )
นอกจากนี้ภายใน "format control string" ยังสามารถใส่รหัสควบคุม (Escape Sequence) เข้าไปได้อีก ซึ่งรหัสควบคุมเหล่านี้จัดเป็นส่วนหนึ่งของคำสั่งควบคุมการแสดงผล ด้วยการใช้เครื่องหมาย\ (backslash)และตามด้วยรหัสควบคุม



ฟังก์ชัน gets( ) และ puts( )

   ภาษา ได้ เตรียมฟังก์ชันเพื่อการรับและแสดงผลข้อมูล มาให้หลายรูปแบบด้วยกัน โดยเฉพราะการนำไปใช้เพื่อการถ่ายโอนข้อมูล ไม่ว่าจะเป็นการถ่ายโอนข้อมูลภายใน หรือส่งออกไปยังภายนอก และฟังก์ชัน gets( )ก็เป็นอีกฟังก์ชันหนึ่งที่นำมาใช้สำหรับรับข้อมูลประเภทสตริง ส่วนฟังก์ชัน puts( ) ก็นำมาใช้สำหรับแสดงผลลัพธ์ข้อมูลประเภทสตริง



   ข้อมูลประเภทสตริง คือ กลุ่มข้อความ ซึ่งท้ายข้อความจะมีการผนวกค่า Null หรือรหัสควบคุม \0 ปะต่อท้ายเพื่อใช้บ่งบอกถึงจุดสิ้นสุดของข้อความนั้นๆ ทั้งนี้การจัดเก็บข้อความสตริงในภาษา จะจัดเก็บในรูปแบบ Array  สำหรับฟังก์ชัน gets( ) และ puts( ) ถือเป็นอีกทางเลือกหนึ่งของการนำไปใช้เพื่อการรับค่าและแสดงผล แทนที่จะใช้ฟังก์ชัน scanf( ) หรือ printf( ) เท่านั้น




อ้างอิง 

-หนังสือพื้นฐานการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์


-www.google.co.th

-https://www.google.co.th/search?q=%E0%B8%84%E0%B8%AD%E0%B8%A1%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B8%A7%E0%B9%80%E0%B8%95%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B9%8C&source=lnms&tbm=isch&sa=X&ved=0ahUKEwjrg4GNp5PRAhUFOI8KHWx_BFMQ_AUICCgB&biw=1280&bih=897#imgdii=WG5spurmG__E0M%3A%3BWG5spurmG__E0M%3A%3BGoUUHhMgn4qDMM%3A&imgrc=WG5spurmG__E0M%3A

สรุปบทที่ 4

สรุปบทที่ 4 นิพจน์และตัวดำเนินการ

    

   นิพจน์ประกอบด้วย ตัวแปร ค่าคงที่ และตัวดำเนินการเดินทางคณิตศาสตร์มาประกอบรวมกันตัวดำเนินการพื้นฐานในภาษซีประกอบด้วย
1. ตัวดำเนินการคณิตศาสตร์ จัดเป็นตัวดำเนินการพื้นฐาน ที่นำมาใช้เพื่อกำหนดการคำนวณ เช่น บวก ลบ คูณ หาร และโมดูลัส

2.ตัวดำเนินการยูนารี ตัวดำเนินการยูนารี ตัวแรกที่กล่าวถึงคือ เครื่องหมายลบที่นำมาใช้นำหน้าค่าตัวเลข


4.ตัวดำเนินการตรรกะ นอกจากต้วดำเนินการเปรียบเทียบแล้ว เรายังสามารถนำตัวดำเนินการตรรกะมาใช้ร่วมกันได้
5.ตัวดำเนินการกำหนดค่าแบบผสม จากความรู้ที่ผ่านมาได้เรียนรู้ถึงการกำหนดค่าให้กับตัวแรมาบ้างแล้ว แต่ในภาษาซียังมีตัวดำเนินการกำหนค่าแบบผสมอีก

6.ตัวดำเนินการเงื่อนไข ตัวดำเนินการเงื่อนไข จะนำมาใช้เพื่อทดสอบค่านิพจน์ทางตรรกะว่าจริงหรือเท็จ

    ตัวดำเนินการแต่ละตัวจะถูกจัดลำดับความสำคัญก่อนหลังที่แตกต่างกันโดยการคำนวณจะกระทำกับตัวดำเนินการที่มีลำดับความสำคัญสูงก่อนเสมอกรณี ลำดับความสำคัญของตัวดำเนินการเท่ากันโดยปกติการประมวลผลจะกระทำกับตัว ดำเนินการจากซ้ายไปขวาซึ่งหมายถึงจะกระทำกับตัวดำเนินการพบก่อนนั่นเองตัวดำเนินการที่เรียกว่า การแคสต์ (Casting) นำ มาใช้เพื่อแปลงชนิดข้อมูลจากชนิดหนึ่ง มาเป็นอีกชนิดหนึ่งโดยให้ระบุชนิดข้อมูลที่ต้องการภายในเครื่องหมายวงเล็บ หน้านิพจน์ที่ต้องการ


อ้างอิง 

-หนังสือพื้นฐานการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์


-www.google.co.th

สรุปบทที่ 3

 สรุปบทที่ 3

องค์ประกอบของภาษาซี ตัวแปร และชนิดข้อมูล

   ภาษาซี ถูกพัฒนาขึ้นโดย เดนนิส ริตชี ที่ห้องปฏิบัติการเบลล์ ซึ่งมีต้นแบบมาจาก ภาษาบี ที่อยู่บนรากฐานของ ภาษาบีซีพีแอล ทางสถาบัน ANSI ได้รับรองมาตรฐานภาษาซีขึ้นมาภายใต้ชื่อ ANSI-C ปัจจุบันได้มีการพัฒนาภาษาซีให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นเป็นเวอร์ต่างๆ มากมาย ด้วยการนำมาพัฒนาต่อยอเป็น C++ หรือ C# โดยได้เพิ่มชุดคำสั่งที่สนับสนุนการโปรแกรมเชิงวัตถุ และยังคงรับรองชุดคำสั่งมาตรฐานของภาษาซีดั้งเดิมอยู่ด้วย


คุณสมบัติที่โดดเด่นของภาษาซี

1. เป็นภาษาที่ไม่ขึ้นกับฮาร์ดแวร์และระบบ  ปฏิบัติการภาษาซีสามารถรันใช้งานอยู่บนคอมพิวเตอร์  ตั้งแต่ระดับเมนเฟรมคอมพิวเตอร์ จนถึงระดับไมโครคอมพิวเตอร์ ซึ่งเมื่อเทียบกับภาษาอื่นๆแล้ว ยากที่จะหาภาษาใดเทียบเคียงได้ ดังนั้น ชุดคำสั่งที่ภาษาซีเขียนขึ้น จึงสามารถนำมาใช้งานบนคอมพิวเตอร์ต่างระดับได้ โดยแทบไม่ต้องเปลี่ยนชุดคำสั่งใดๆ

2. เป็นภาษาที่มีความยืดหยุ่นสูงมาก ภาษาซีถูกจัดให้อยู่ในภาษาคอมพิวเตอร์ระดับสูง แต่ภาษาซีก็ยังสมารถเขียนชุดคำสั่งเพื่อใช้งานร่วมกับภาษาระดับต่ำอย่างภาษา แอสเซมบลีได้เป็นอย่างดี จึงเป็นที่มาของภาษาระดับกลาง ที่อยู่กึ่งของภาษาระดับต่ำและภาษาระดับสูง

3. มีประสิทธิภาพสูง เปรียบเทียบระหว่างชุดตำสั่งภาษาซีกับภาษาระดับสูงอื่นๆ พบว่า ชุดคำสั่งภาษาซี กะทัดรัดและกระชับกว่า รวมไปถึงการประมวลผลที่รวดเร็วกว่าภาษาระดับสูงทั่วไป มีความรวดเร็วเทียบเคียงกับภาษาระดับต่ำ อีกทั้งยังมีระบบจัดการหน่วยความจำที่มีประสิทธิภาพที่สูงอีกด้วย

4. ความสามารถในด้านการโปรแกรมแบบโมดูล ภาษาซีอนุญาตให้มีการแบ่งโมดูลเพื่อแยกคอมไพล์ได้ ยังสามารถทำการลิงก์เชื่อมโยงเข้ากันได้อีก ซึ่งเป็นไปตามเทคนิคการโปรแกรมเชิงโครงสร้าง ภาษาซีนั้น เป็นภาษาที่ประกอบด้วยฟังก์ชั่นต่างๆ ที่นำมาประกอบรวมกัน โดยโมดูลต่างๆ จะเขียนอยู่ในรูปแบบของฟังก์ชั่นทั้งสิ้น

5. มีตัวแปรชนิดพอยน์เตอร์ ภาษา ซีมี ตัวแปรพอยน์เตอร์ (Pointer) ที่สามรถเข้าถึงหรือชี้ไปยังที่อยู่ของหน่วยความจำที่ใช้จัดเก็บข้อมูลได้ โดยตรง ซึ่งหาได้ยากในภาษาระดับสูงทั่วไป 

6. ภาษาซีมองตัวอักษรตัวพิมพ์เล็กและตัวพิมพ์ใหญ่แตกต่างกัน (Case Sensitive) การเขียนโปรแกรมบนภาษาระดับสูงทั่วไป ส่วนใหญ่มีความเคยชินกับการกำหนดชื่อตัวแปร รวมถึงการอ้างอิงตัวแปรที่อาจเป็นทั้งตัวอักษรพิมพ์ใหญ่หรือตัวอีกษรพิมพ์ เล็กก็ได้ สำหรับภาษาซี ชื่อตัวแปรทั้งสองนั้น ถือเป็นคนละตัวแปรกัน ดังนั้น จัวอักษรพิมพ์ใหญ่ (Upper Case) และ ตัวอักษรพิมพ์เล็ก (Lower Case) จะมีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง เมื่อเขียนด้วยภาษาซี



อ้างอิง 

-หนังสือพื้นฐานการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์


-www.google.co.th


สรุปบทที่ 2

สรุปบทที่ 2
เรื่อง  หลักการเขียนโปรแกรมภาษา และการติดตั้งโปรแกรม turbo C++

    หลักการเขียนโปรแกรมภาษา ประกอบด้วย 

1.สร้างโปรแกรม
2.คอมไพล์โปรแกรม
3.เชื่อมโยงโปรแกรม
4.รันโปรแกรม

     อินเตอร์พรีเตอร์  เป็น ตัวแปลภาษาที่จะแปลโปรแกรมแบบทีละคำสั่งพร้อมกับรันโปรแกรมในขณะเดียวกัน หากไม่พบข้อผิดพลาดใดๆ ก็จะนำคำสั่งถัดไปมาแปลและรันต่อไปเรื่อยๆ จนกระทั่งจบโปรแกรม หรือหากพบข้อผิดพลาดขึ้น โปรแกรมก็จะหยุดทำงานทันที และจะแจ้งข่าวสารข้อผิดพลาดให้รับทราบทางจอภาพ 


       คอมไพเลอร์ เป็น ตัวแปลภาษาที่จะแปลแบบทั้งโปรแกรม หากแปลแล้วพบข้อผิดพลาด โปรแกรมจะไม่สามารถรันได้ ต้องกลับไปแก้ไขโปรแกรมให้ถูกต้อง แล้วคอมไพล์ใหม่จะกระทั่งไม่พบข้อผิดพลาดใดๆ

           Turbo C++ เวอร์ชั่น 4.5  เป็นโปรแกรมที่รวมเอดิเตอร์และคอมไพล์เลอร์ไว้ในตัว เดียวกัน สามารถติดตั้งเพื่อใช้งานระบบปฎิบัติการ Windows ได้ นอกจากนี้ตัวโปรแกรมยังมีขนาดเล็ก ทำงานรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ เหมาะกับการนำมาใช้งานเพื่อฝึกหัดเขียนโปรแกรมได้เป็นอย่างดี เนื่องจากติดตั้งง่ายใช้งานสะดวก สามารถหาดาวน์โหลดมาใช้งานได้จากอินเทอร์เน็ต

ชนิดของข้อผิดพลาด  ที่เกี่ยวกับงานเขียนโปรแกรม ประกอบด้วย 
1.ข้อผิดพลาดที่เกิดจากไวยากรณ์
2.ข้อผิดพลาดที่เกิดจากตรรกะโปรแกรม
3.ข้อผิดพลาดขณะรันโปรแกรม

อ้างอิง 

-หนังสือพื้นฐานการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์


-www.google.co.th

-https://www.google.co.th/search?q=%E0%B8%84%E0%B8%AD%E0%B8%A1%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B8%A7%E0%B9%80%E0%B8%95%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B9%8C&source=lnms&tbm=isch&sa=X&ved=0ahUKEwjrg4GNp5PRAhUFOI8KHWx_BFMQ_AUICCgB&biw=1280&bih=897#imgdii=Qpe7jy5TWd2PlM%3A%3BQpe7jy5TWd2PlM%3A%3BdSEdNQKWvuDVYM%3A&imgrc=Qpe7jy5TWd2PlM%3A 


สรุปบทที่ 1

หลักการเขียนโปรแกรมเบื้องต้น

สรุปบทที่ 1

เรื่อง  หลักการเขียนโปรแกรมเบื้องต้น 

    ขั้นตอนการเขียนโปรแกรม สามารถแบ่งออกเป็น 5 ขั้นตอนด้วยกันคือ 

    

    1. การวิเคราะห์ปัญหา

    2. การออกแบบโปรแกรม

    3. การเขียนโปรแกรม

    4. การทดสอบโปรแกรม

    5. การจัดทำเอกสารประกอบโปรแกรม

    
    รูปแบบการเขียนโปรแกรม สามารถแบ่งออกเป็น 2 รูปแบบด้วยกันคือ                   
     1. การเขียนโปรแกรมเซิงโครงสร้าง  

     2. การเขียนโปรแกรมเชิงวัถตถุ


    


      การเขียนโปรแกรมเชิงโครงสร้าง ประกอบด้วย

 1. ชุดคำสั่งภายในโปรแกรม จะเป็นลำดับขั้นตอน ( Sequence )    

 2. มีทางเลือกในการตัดสินใจทางใดทางหนึ่ง ( Decision )    

 3. มีชุดคำสั่งเพื่อการทำซ้ำ ( Repetition )


จุดประสงค์ของเทคนิคการออกแบบโปรแกรมเชิงโครงสร้าง ประกอบด้วย    
 1. เพื่อสร้างโปรแกรมให้มีคุณภาพ และทำนายได้ว่าจะเกิดอะไรขึ้นในโปรแกรม   
 2. เพื่อสร้างโปรแกรมที่ง่ายต่อการปรับปรุงและแก้ไข    
 3. เพื่อให้ขั้นตอนการพัฒนาโปรแกรมมีระบบระเบียบยิ่งขึ้น
 4. เพื่อให้การพัฒนาระบบมีความรวดเร็ว และประหยัดต้นทุน
   อัลกอริทึมหรือขั้นตอนวิธี คือกระบวนการทำงานที่เป็นลำดับขั้นตอน ชัดเจน และมีการรับประกันว่า เมื่อได้ปฏิบัติถูกต้องตามขั้นตอนจนครบแล้ว จะได้ผลลัพธ์ที่ถูกต้องตามความต้องการอัลกอริทึม ที่นำมาใช้เพื่อการแก้ปัญหาหนึ่งๆ อาจมีความแตกต่างกันได้ แต่ก็จะได้ผล เช่น เดียวกันทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความเหมาะสม และเป็นแนวทางที่คิดว่าดีที่สุดในสถานการณ์นั้นๆ

สัญลักษณ์  อัลกอริทึม
    

      คุณสมบัติของอัลกอริทึม ประกอบด้วย    


     1. เป็นกระบวนการที่สร้างขึ้นจากกฏเกณฑ์     

     2. กฎเกณที่สร้างอัลกอริทึมต้องไม่คลุมเครือ      

     3. การประมวลผลต้องเป็นลำดับขั้นตอน     

     4. กระบวนการต้องให้ผลลัพธ์ตามที่กำหนดในปัญหา    

     5. อัลกอริทึมต้องมีจุดสิ้นสุด 

   ในการพิจารณาถึงประสิทธิภาพของอัลกอริทึม จะพิจารณาถึงเกณฑ์พื้นทางต่อไปนี้     

     1. อัลกอริทึมที่ดีต้องใช้เวลาในการดำเนินการน้อยที่สุด     

     2. อัลกอริทึมที่ดีต้องใช้หน่วยความจำน้อยที่สุด      

     3. อัลกอริทึมที่ดีต้องมีความยืดหยุ่น      

     4. อัลกอริทึมที่ดีต้องใช้เวลาในการพัฒนาน้อยที่สุด      

     5. อัลกอริทึมที่ดีต้องง่ายต่อความเข้าใจ

        หลักการเขียนซูโดโค้ด  1. ถ้อยคำหรือประโยคคำสั่ง ให้เขียนอยู่ในรูปแบบของภาษาอังกฤษอย่างง่าย  2. ในหนึ่งบรรทัดให้เขียนประโยคคำสั่งเพียงคำสั่งเดียว  3. ควรใช้ย่อหน้าให้เป็นประโยชน์ เพื่อแยกคำเฉพาะ รวมถึงจัดโครงสร้างการควบคุมให้เป็นสัดส่วน ซึ่งการกระทำดังกล่าวจะทำให้อ่านง่าย  4. แต่ละประโยคคำสั่งให้เขียนลำดับจากบนลงล่าง โดยมีทางเข้าเพียงทางเดียวและมีทางออกทางเดียวเท่านั้น   5. กลุ่ม ของประโยคคำสั่งต่างๆอาจจัดรวมกลุ่มเข้าด้วยกันในรูปแบบของโมดูล แต่ต้องกำหนดชื่อโมดูลเหล่านั้นด้วย เพื่อให้สามารถเรียกใช้งานโมดูลนั้นได้    
      เครื่องหมาย = จะนำมาใช้เพื่อการกำหนดค่าและการคำนวณ เช่น x=0,sum = x+y      การอ่านหรือรับข้อมูล สามารถใช้คำสั่ง PRINT,PROMPT และ WPITE แต่ PRINTและ PROMPT มักถูกนำไปใช้สำหรับการพิมพ์ค่าข้อมูล หรือข้อความ ในขณะที่WIRITE จะนำไปใช้สำหรับการบันทึกข้อมูลลงในแฟ้มข้อมูล  

         การแสดงผลข้อมูล สามารถใช้คำสั่ง PRINT PROMPT , และ WRITE แต่ PRINT และPROMPT มักถูกนำไปใช้สำหรับการพิมพ์ค่าข้อมูล หรือข้อความในขณะที่WRITE จะรำไปใช้สำหรับการบันทึกข้อมูลลงในแฟ้มข้อมูล    

         การกำหนดเงื่อนไข จะใช้ประโยคIF…THEN…ELSE โดยหากเงื่อนไขที่ตรวจสอบเป็นจริง ก็จะทำกิจกรรมหลัง THEN แต่ถ้าเงื่อนไขเป็นเท็จก็จะทำกิจกรรมหลังELSE กรณีที่มีการตรวจสอบเงื่อนไข IF ซ้อนกันหลายๆ ชั้น อาจทำให้แลดูยุ่งเหยิงและตรวจสอบยาก ดังนั้น จึงสามารถใช้คำสั่ง CASE…ENDCASE แทนได้             

         คำสั่งที่ใช้ทำงานเป็นรอบหรือลูป  มีอยู่หลายรูปแบบด้วยกันคือ  1. ลูป WHILE…ENDWHILE เป็น ลูปที่มีการตรวจสอบเงื่อนไขก่อน ดังนั้นหากเงื่อนไขเป็นจริงก็จะทำกิจกรรมภายในลูปซ้ำไปเรื่อยๆ จนกระทั่งเงื่อนไขเป็นเท็จก็จะหลุดออกจากลูป แต่อย่างไรก็ตาม หากเงื่อนไขที่ตรวจสอบครั้งแรกเป็นเท็จก็จะไม่มีการดำเนินกิจกรรมภายในลูป เลย  2. ลูป DO…UNTIL เป็น ลูปที่อย่างน้อยต้องดำเนินการภายในลูปรอบหนึ่งเสมอจากนั้นจึงทำการตรวจสอบ เงื่อนไขโดยจะวนซ้ำเรื่อยๆ จนกว่าเงื่อนไขจะเป็นเท็จ จึงหลุดออกจากลูป  3. ลูป FOX…NEXT เป็นลูปที่มีการกำหนดรอบการวนซ้ำที่จำนวนรอบที่แน่นอน  กรณีที่โปรแกรมมีขนาดใหญ่ อาจเขียนซูโดโค้ดด้วยด้วยการแบ่งออกเป็นโพรซีเยอร์ได้โดยแต่ละโพรซีเยอร์ ต่างก็มีหน้าที่ของตนโดยเฉพาะ และสามารถเรียกใช้งานได้บ่อยตามที่ต้องการ สำหรับการเรียกใช้งาน ก็จะใช้ชุดคำสั่ง CALL แล้วตามด้วยชื่อโพรซีเยอร์ และเมื่อทำงานจนโพรซีเยอร์นั้นๆ แล้ว ก็จะกลับมายังตัวโปรแกรมหลัก เพื่อทำงานชุดคำสั่งในลำดับถัดไป

 

อ้างอิง 

-หนังสือพื้นฐานการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์

-www.google.co.th 

-https://www.google.co.th/search?q=%E0%B8%84%E0%B8%AD%E0%B8%A1%E0%B8%9E%E0%B8%B4%E0%B8%A7%E0%B9%80%E0%B8%95%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B9%8C&source=lnms&tbm=isch&sa=X&ved=0ahUKEwjrg4GNp5PRAhUFOI8KHWx_BFMQ_AUICCgB&biw=1280&bih=897#imgrc=Qpe7jy5TWd2PlM%3A

-